กิรดังจะได้ยินมา ยังมีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อว่า ธรรมจิตรเศรษฐี มีทรัพย์ได้ 80 โกฏิ แลพิริยาเศรษฐีนั้นชื่อว่า เขวิ แลมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อว่า นางเขมา ประกอบไปด้วยรูปโฉมโนมพรรณงามยิ่งนักหนา ฯ
.
เป็นที่รักที่พอใจแก่พระราชกุมารทั้งหลาย แลนางเขมากุมารีนั้นก็เถิงแก่กิริยาตายได้สามวันแล้ว แลคนทั้งหลายจะเอาศพนางเขมาไปทิ้งเสียในป่าช้านั้น ในกาลครั้งนั้นกาลากาลีทั้งสองผัวเมียรู้แล้ว ก็เข้าไปบอกแก่ธรรมจิตรเศรษฐี ว่าพระมหาเถรเจ้าองค์หนึ่งวิเศษนักหนา มาอยู่ในป่าช้านั้นเป็นที่ไว้บูชา ดูกรเศรษฐี ท่านจงเอาอสุภะนี้ไปถวายแก่พระมหาเถรเจ้านั้นเถิด ฯ
.
ในกาลครั้งนั้น ยังมีอำมาตย์ผู้หนึ่งอยู่ในสถานที่นั้น แลรู้ข่าวว่าพระมหาเถรเจ้าเป็นขีณาสพอันประเสริฐมาอยู่ในป่าช้านั้น แลอำมาตย์นั้นจึงเข้าไปทูลแก่พญาปเสนทิโกศลราช ว่ามหาราช ข้าแต่สมเด็จบรมบพิตรผู้ประเสริฐ พระองค์เป็นปิ่นเกล้าอยู่หัว ยังมีพระมหาเถรเจ้าองค์หนึ่งเป็นขีณาสพอันประเสริฐ เที่ยวมาอยู่ในป่าช้านั้น ฯ
.
พระมหากษัตริย์ได้ฟังถ้อยคำอำมาตย์มากราบทูลดังนั้น ก็ชื่นชมโสมนัสยินดียิ่งนักหนา เสด็จลีลาออกไปกับด้วยอำมาตย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ก็เข้าไปถวายนมัสการแก่พระมหาเถรเจ้า แล้วก็นั่งอยู่ในสถานที่อันควร แล้วจึงมีพระราชโองการตรัสถามพระมหาเถรเจ้าว่า ภนฺเตเถร ข้าแต่พระมหาเถรเจ้า พระมหากรุณาเสด็จอยู่ในที่ดังฤา ฯ
.
พระมหาเถรเจ้าจึงกล่าวเป็นสารพระคาถาดังนี้ ฯ ภควาราชคเหวิหารติเวฬุวนฺเน มหาราชาติ ฯ
.
พระมหาเถรเจ้าจึงถวายพระพรว่า มหาราช ดูกระบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ พระมหากรุณาเสด็จอยู่ในเวฬุวันมหาวิหารแถบใกล้เมืองราชคฤห์มหานครนั้น ขอมหาบพิตรจงรู้ก็มีด้วยประการดังนี้ ฯ
.
ฝ่ายพญาปเสนทิโกศลราช จึงสนทนากับพระมหาเถรเจ้า ธรรมจิตรเศรษฐี แลนางเขมาอันเป็นบุตรแห่งธรรมจิตรเศรษฐีนั้น แลนางเขมานี้มีรูปโฉมโนมพรรณอันงามยิ่งนักหนาหาที่จะอุปรมามิได้ เป็นที่ชอบเนื้อจำเริญใจแก่ราชกุมารทั้งหลาย แลมาเถิงแก่กาลกิริยาตายแล้ว แลเศรษฐีทั้งสองนั้นเอาเครื่องประดับตัวนางเขมาลูกสาวอันตายนั้นแล้ว ก็ร้องให้อยู่บ่มิได้บริโภคโภชนาหารเลยดังว่าจะสิ้นแก่อาสัญ ขอพระมหาเถรเจ้าจง(ทราบ)ด้วยประการดังนี้ ฯ
.
พระมหาเถรจึงกล่าวว่า มหาราช ดูกรสมเด็จบพิตรพระองค์จงให้ตบแต่งอสุภะนั้นเป็นปริศนาธรรม เพื่อจะให้เป็นประโยชน์แก่โยคาวจรสมณพราหมณาจารย์ทั้งหลายอันมีปัญญา อันจะปราถนาซึ่งมรรคแลผลในชั่วนี้แลชั่วหน้า ให้เล่าเรียนปฏิบัติให้รู้แล้ว จึงพิจารณาดูปริศนาธรรม ก็จะได้มรรคแลผลดังปราถนานั้นก็มีด้วยประการดังนี้ ฯ
.
ปเสนทิเกาสเลาราชาเถรํปุจฺฉิ ฯ
.
สมเด็จพระเจ้าปเสนทิโกศลราช ก็ตรัสถามพระมหาเถรเจ้า ภนฺเตเถร ข้าแต่พระมหาเถรเจ้า อันว่าปริศนาธรรมนั้น จะให้ตบแต่งเป็นประการฉันใดเล่า ฯ
.
แล้วพระมหาเถรเจ้าจึงกล่าวว่า ฯ มหาราช ดูกรสมเด็จบรมบพิตร พระองค์จงบังคับให้บุคคลต้มน้ำให้ร้อน แล้วแลปลงลงให้เย็น จึงอาบอสุภะนั้นแล้ว จึงเอาเงินแลทองใส่อสุภะนั้น แล้วจึงให้เคี้ยวหมากคำหนึ่งใส่ปากอสุภะนั้น แล้วจึงเอาไม้สี 2 อันวางแทบคางอสุภะนั้น ไม้อันวางไว้นั้นชื่อว่า สแฬ แล้วจึงให้ตั้งเข่อ 2 สไภ (อ่านไม่เข้าใจ) เป็นสี่ต้น แล้วเมื่อจะยกอสุภะนั้นออกมาจากเรือน ให้ตั้งน้ำไว้หม้อหนึ่งชื่อว่า หม้อมาง แล้วจึงให้ทำกะไดสามต้น จึงให้ขึ้นขวางหนทางเสีย
.
แล้วจึงให้แต่งด้ายพาโยง แลบุคคลที่โยงไปนั้นอย่าให้เหลียวหลัง ให้แลดูแรนขแลมีด (?) ให้ตรงหน้าไป ครั้งเถิงป่าช้าแล้วให้เวียนป่าช้าสามรอบ แล้วจึงยกเอาอสุภะนั้นเข้าตั้งในหว่างเสาเชิงตะกอน แลเสาเชิงตะกอนนั้นหกอัน ฯ
.
แล้วให้ตักน้ำท่าขันหนึ่ง น้ำมะพร้าวขันหนึ่งเป็นทานให้ท้าวแก่ราษฏรทั้งหลาย แลลูกตระกูลทั้งหลาย และลูกหลวง ฯ
.
แลชนทั้งปวงให้ชุมนุมในสถานที่นั้น แลยกศพนั้นออกไปด้วยปริศนาธรรมนั้นจนเถิงป่าช้าเพื่อจะให้ชนทั้งหลาย เห็นธรรมสังเวชแก่อสุภะศพนั้น แลจะให้หน่วงเอาซึ่งมรรคแลผลแลนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ ก็มีด้วยประการฉนี้ ฯ
.
แลพระเจ้าปเสนทิโกศลราช ได้ฟังแล้วก็ลาพระมหาเถรเจ้าเข้าไปสู่พระราชวัง แล้วตรัสสั่งอำมาตย์ไปบอกแก่เศรษฐีให้ตบแต่งการศพนางเขมา ฯ ประดุจดังคำแห่งพระมหาเถรเจ้าสั่งดังนั้น ฯ แลเศรษฐีนั้นก็ตบแต่งเป็นมรฑปพนมศพพนมเมรุ แลการทั้งปวงสำเร็จแล้ว เมื่อยกศพนางเขมาออกไปนั้น พญาโกศลราชก็เสด็จออกไปด้วยอำมาตย์ราชกุมารทั้งหลายเป็นอันมาก ฯ
.
แลพระมหาเถรเจ้าจึงให้เอาน้ำท่าขันหนึ่ง แลน้ำมะพร้าวขันหนึ่งชำระอาบศพแล้ว จึงให้พระราชกุมารแลชนทั้งหลายเข้าไปพิจารณาดูศพนางเขมาอันประดับประดาเครื่องประดับทั้งหลายนั้น ก็ชมกันว่างามนักงามหนา ฯ
.
พระมหาเถรเจ้าให้เอามีดตัดด้ายที่ผูกคอผูกมือผูกตีนอสุภะนั้นเสียแล้ว จึงให้เอาเพลิงมาจุดให้ลุกแล้ว ก็ให้ชนทั้งหลายแลพระราชกุมารทั้งปวง ให้เข้าไปพิจารณาแลดูอสุภะนั้น ก็เห็นเป็นอนิจจังยิ่งนักหนา ด้วยน้ำอสุภะไหลออกมาแต่ทวารทั้ง 9 แห่ง แลเพลิงหักไม้ยับย่อยเห็นอันอนิจจังบ่มิเที่ยงบ่มิแท้บ่มิงามแก่ตา บังเกิดธรรมสังเวชแล้ว ก็ลุเถิงโสดาสกินาคาอรหัตตัดกิเลสบังเกิดธรรมสังเวชยิ่งนักหนาในกาลครั้งนั้น
.
สมเด็จพระเจ้าปเสนทิโกศลราช แลมาเห็นธรรมสังเวชแล้วจึงตรัสถามพระมหาเถรเจ้าว่า ภนฺเตเถร ข้าแต่พระมหาเถรเจ้า ซึ่งปริศนาพระผู้เป็นเจ้าให้กระทำดังนี้ ข้าพระเจ้าบ่มิรู้บ่มิเห็นแจ้งแก่ใจ ด้วยปัญญาข้าพระเจ้าน้อย ขออาราธนาพระมหาเถรเจ้าจงแสดงซึ่งอรรถแห่งปริศนานี้้แก่ข้าพระเจ้าแต่ต้นเมื่อแรกให้ต้มน้ำร้อนอาบอสุภะนั้นด้วยอรรถเป็นประการฉันใด ฯ …
———————
มหากาลสูตร
