กรุงรัตนปาฏลีบุตร

พรรณาภูมิสถานกรุงรัตนปาฎลีบุตร

ว่าด้วยนามกรุงรัตนปาฎลีบุตร

.

ขุนนางนั่งพร้อมกัน ณ หอพระพุทธศรีหึงแล้วเบิกตัวขุนโลกเชษฐ์ กรมสังฆการี ให้การดังนี้

.

อาทิเดิม พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชตั้งนครศรีธรรมราช คำว่า นคร นี้ไม่แน่ว่าจะใช้ในความหมายแบบแคบว่า เมือง ดังที่เราใช้อยู่เดี๋ยวนี้ หรือใช้ในความหมายแบบ เนเกอรี ซึ่งมลายูใช้ นคร-เนเกอรี หมายถึงรัฐหรือแว่นแคว้น อย่างไรก็ตามชื่อนครศรีธรรมราชในทางปฎิบัตินั้นสามารถหมายถึงนครใหญ่บนสันทรายแก้ว หรือหมายถึงบ้านเมืองอันมีนครใหญ่บนสันทรายแก้วเป็นประธานก็ได้

.

นครศรีธรรมราชปรากฏเรียกในเอกสารอื่น ๆ มี สิริธัมมนคร มีศรีสุธรรมราชนครหลวงเป็นอาทิ

.

เมื่อทูตลังกาเรือแตกมาขึ้นเมืองนครในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศครั้งกรุงเก่า ได้ฟังจากพระสงฆ์ในเมืองเรียกเมืองของตนว่า ปาฎลีบุตร ชื่อปาฎลีบุตรจึงปรากฏใช้มาก่อนเสียกรุง เมื่อเจ้านครตั้งขึ้นเป็นก๊กปาฎลีบุตรอย่างน้อยก็หลายสิบปี แต่จะใช้ชื่อปาฎลีบุตรมาก่อนหน้านี้ช้านานอย่างไรไม่ทราบ

.

ปาฎลีบุตร เป็นชื่อเมืองหลวงของพระเจ้าอโศก การที่เมืองนครศรีธรรมราชซึ่งกษัตริย์ผู้สถาปนาเมืองเฉลิมพระนามว่าศรีธรรมาโศกราช จะยืมเอาชื่อ ปาฎลีบุตร มาใช้อีกชื่อหนึ่ง ก็เป็นไปได้ว่าอาจเป็นกระบวนการที่มีมานานแล้ว

.

เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งเจ้าหนู ขึ้นเป็นพระเจ้าขัติยะราชนิคมสมมติมไหสวรรค์ ให้นครศรีธรรมราชเป็นประเทศราช ได้ปรากฏลิขิต ๒ ฉบับของพระครูบุณยรังษีสีลวิสุทธิพุทธภักดีศรีรัตนาธาร พระสมุหะนายกในคณะกาแก้ว สถิตย์อยู่ ณ วัดหน้าพระลาน เขียนขึ้นในปีกุนเอกศก เทียบศักราชได้เป็นปี พ.ศ.๒๓๒๒ ลิขิตสองฉบับออกนามเมืองนครศรีธรรมราชในชื่อ รัตนปาฎลีบุตร พร้อมโวหารประกอบไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

.

จดหมายฉบับที่ ๑

“…แลบัดนี้กรุงศรีอยุธยาอันเปนที่ตั้งพระพุทธศาสนาเสียแกไอ้พม่าแล้ว แลยกกรุงอันนี้ขึ้นเปน #กรุงรัตณาปาตลิบุดพระมหาณคร จะใดรักษาพระพุทธสาศนาไว้ให้ยืนยาวตราบถ้วน ๕๐๐๐ ปีตามซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าบัญยัติไว้”

.

จดหมายฉบับที่ ๒

“…แล #กรุงรัตณะปาตลิบุตร มิได้ขึ้นแก่กรุงศรีอยุธยาแล้ว ส่วนหน้าโรงสำหรับสงฆ์จะควรประการใด แลครั้นให้เอามาว่าแก่ลูกขุนในปรึกษาว่า …อ้ายพม่ามิจฉาทิฎฐิทำย่ำยีกรุงศรีอยุธยาเถิงแก่กาลฉิบหาย แลกรุงรัตรณะปาตลิบุตต้องพระพุทธทำนายขึ้นเป็นกรุงใหญ่แล้ว ก็ให้เอาส่วยหน้าโรง…”

.

ชื่อ รัตนปาฎลีบุตร หรือแม้แต่ ปาฎลีบุตร นี้ เมื่อนครศรีธรรมราชสิ้นสถานะประเทศราชก็น่าจะถูกลืมไป หรืออย่างน้อยเรายังไม่เจอชื่อนี้ในเอกสารสมัยรัตนโกสินทร์เลย

.

นครศรีธรรมราช หรือชื่อทางการในเอกสารฝ่ายสงฆ์ว่า รัตนปาฎลีบุตร ในสมัยพระเจ้าขัติยราชนิคม ซึ่งกินเวลาสั้น ๆ ตั้งแต่ ๒๓๑๙ ถึง ๒๓๒๕ กินเวลา ๕ ปีเศษไม่ถึง ๖ ปีเต็ม แต่ได้ปรากฏความพยายามที่จะสถาปนาอิสริยศต่าง ๆ ทั้งของวงศ์ ทั้งของเมืองนครเอาไว้มาก

.

ได้แผ่ทองขึ้นหุ้มยอดพระบรมธาตุมีจารึกไว้ ได้ชำระพระราชพิธีตรุษศาสตร์จนแบบแผนปฎิบัติ ได้ชำระตำราการปกครองเมืองนครที่เรียกว่าตำรา ๑๒ เดือน ซึ่งฉบับเต็มยังสูญหายอยู่จนบัดนี้เหลือแต่ฉบับว่าด้วยจวนวังตึกดิน ได้ชำระแบบแผนวังของผู้รักษาเมือง ปรับปรุงผังและอาคารประกอบไปกว่าสมัยอยุธยามาก วังนี้อยู่มาจนเจ้านครน้อยแก้ท้องพระโรงไม้เป็นท้องพระโรงปูน เจ้านายกรุงเทพมาเห็นแล้วยังพูดว่าผังเหมือนหมู่พระมหามฎเฑียร รื้อวังลงเมื่อปลาย ร.๕ (ขุนโลกเชษฐ์ว่าจะทำแบบสันนิษฐานสามมิติวังนี้ ทำค้างครึ่งมาหลายปี บอกว่าปีนี้จะทำให้เสร็จให้ชาวบ้านได้ดู)

.

อาจจะมีอื่น ๆ อีก เช่นพงศาวดารเมืองนครฉบับที่ปรากฏเรื่องพระพนมวัง นางสเดียงทอง ซึ่งเขียนด้วยไทยย่อ ใคร ๆ สันนิษฐานกันว่าเป็นลายมือสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แต่ขุนโลกเชษฐ์ได้ดูฉบับจริงแล้ว แล้วเนื้อหาที่คัดแซมข้างท้ายก็ปรากฏเรื่องสมัยธนบุรีแทรกอยู่มาก มันอาจจะมีความพยายามชำระตำนานของบ้านเมืองขึ้นในสมัยขัติยราชนิคมนี้ขึ้นด้วยก็ได้

.

ขุนเจนมานะ จดลงกระดาษเพลา